Sidebar

เมนูหลัก

23
พฤ, พ.ย.

ประวัติหน่วย

กิจการส่งกำลังบำรุง ได้มีมาโดยตลอดไม่ว่ายุคใดสมัยใด นับตั้งแต่มีการสงครามในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติเกี่ยวกับกิจการส่งกำลังบำรุง เมื่อ 8 เมษายน 2430 โดยจัดตั้ง ผู้บัญชาการทหารทั่วไป (Commander in chief) และจัดตั้ง เจ้าพนักงานใหญ่เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารทั่วไป อีก 4 ตำแหน่ง โดยมีเจ้าพนักงานผู้บัญชาการยุทธภัณฑ์ (Quartermaster General) ทำหน้าที่ส่งกำลังบำรุงสมัยนั้น



ประวัติ

ได้ยกเลิกตำแหน่งผู้บัญชาการทหารทั่วไป และยุบตำแหน่งพนักงานใหญ่ ผู้ช่วยผู้บัญชาการฝ่ายยุทธภัณฑ์ และจัดตั้งกองยกกระบัตร ขึ้นเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายอำนวยการ มีหน้าที่ทั้งในการหาข่าว, การกำลังพล และการส่งกำลังบำรุง


พ.ศ.2453

ได้ยุบ กรมยุทธนาธิการทหารบก และโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง "กระทรวงกลาโหม" ขึ้นเป็นครั้งแรก กิจการในด้านการส่งกำลังบำรุงได้เห็นเด่นชัดขึ้น โดยจัดตั้งกรมต่าง ๆ ขึ้นในกระทรวงกลาโหม 13 กรม ในบรรดากรมต่าง ๆ ทั้ง 13 กรมนี้ ได้จัดตั้งกรมหนึ่งซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับกรมกิจการส่งกำลังบำรุง คือ กรมยกกระบัตรทหารบก

สำหรับกรมเสนาธิการทหารบกมีกรมยุทธศาสตร์ทหารบกขึ้นอยู่ด้วย กรมยุทธศาสตร์ทหารบกแบ่งเป็น 3 แผนก ซึ่งมีแผนกที่ 2 มีหน้าที่สำรวจภูมิประเทศและกรีธาทัพ (ยุทธการและส่งกำลังบำรุง)

ต่อจากปี พ.ศ.2453

มีการเปลี่ยนแปลงการจัดในส่วนรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดมา เช่นในปี พ.ศ.2457, ปี พ.ศ. 2462, ปี พ.ศ.2465 แต่ก็ยังไม่ได้จัดเป็น สธ.ทบ.4 ยังคงจัดเพียงแผนกที่ 2 ของกรมยุทธศาสตร์เท่านั้น

พ.ศ.2465

กรมยุทธศาสตร์ทหารบก แบ่งเป็น 5 แผนก ซึ่งมีแผนกที่ 2 ทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง พ.ศ.2473 เปลี่ยนชื่อ กรมยุทธศาสตร์ทหารบก เป็น กรมยุทธการทหารบก ส่วนรูปการจัดและหน้าที่ของแผนกต่าง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 แล้ว ในเดือนสิงหาคม ได้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดระเบียบและกำหนดหน้าที่กระทรวงกลาโหม โดยยุบกรมเสนาธิการทหารบกและตั้งกรมยุทธการทหารบกขึ้นและได้แบ่งงานของกรม ยุทธการไว้ 4 แผนก แผนกที่ 4 มีหน้าที่เกี่ยวกับการคมนาคม การฐานทัพ และการกิจในเขตหลัง ซึ่งนับว่าแผนกนี้เป็นกิจการของการส่งกำลังบำรุง

พ.ศ.2476

ได้เปลี่ยนชื่อกรมยุทธการทหารบก เป็น กรมเสนาธิการทหารบก และยังคงแบ่งเป็น 4 แผนกอย่างเดิม โดยที่แผนกที่ 4 ของกรมเสนาธิการทหารบก มีหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง

พ.ศ.2481

ได้กำหนดการจัดในแผนกที่ 4 ของกรมเสนาธิการทหารบก หรือเรียกย่อ ๆ ว่า สธ.ทบ.4 ไว้เป็น 4 กอง คือ กองคมนาคมและการขนส่ง, กองการท้องถิ่นและแรงงาน, กองจัดระเบียบส่งกำลัง และกองบังคับการของแผนก

พ.ศ.2495

ได้มีการเปลี่นแปลงการจัดครั้งใหญ่โดยยกฐานะแผนกในกรมเสนาธิการทหารบกขึ้น เป็นคือ กพ.ทบ., ขว.ทบ., ยก.ทบ. และ กบ.ทบ.ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม (พิเศษ) ที่ 45/18423 เรื่อง แก้อัตรากองทัพบก 91 (ครั้งที่ 52) ลง 12 กันยายน 2495 กำหนดหน้าที่และแบ่งส่วนราชการ กบ.ทบ.คือ "กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก มีเจ้ากรมเป็นผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่วางแผนและกำกับการในการส่งกำลังบำรุงและการวิจัยแนะนำและควบคุม เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค ตลอดจนวางแผนและกำกับการในการจัดและกิจการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ หน้าที่ของตน"

 

พ.ศ.2500

จัสแมคได้เสนอให้กองทัพบกจัดตั้งโรงเรียนส่งกำลังบำรุงขึ้น โดยทาง ทบ.สหรัฐ จะสนับสนุนสร้างอาคารโรงเรียนให้ ตลอดจนการจัดครูจาก ทบ.สหรัฐมาดำเนินการสอนให้ในระยะเริ่มต้นอีกด้วย กองทัพบกได้จัดตั้งโรงเรียนส่งกำลังบำรุงขึ้นในปีนี้ โดยจัดให้เป็นหน่วยขึ้นตรงของกรมส่งกำลังบำรุงทหารบก เพื่อให้การศึกษาเกี่ยวกับวิชาการส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก ดำเนินไปสู่มาตรฐานที่ดี พ.ศ.2500 นี้เอง กรมส่งกำลังบำรุงได้มีการปรับปรุงการจัดหน้าที่ใหม่ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 105/19650 เรื่อง แก้อัตรากองทัพบก 91 ลง 4 พฤศจิกายน 2500 กรมส่งกำลังบำรุงทหารบกมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย แผนโครงการและงบประมาณที่เกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง กำหนดนโยบาย ประสานงานและกำกับดูแลความต้องการการจัดสิ่งอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ทั้งในและ นอกประเทศ ควบคุมและกำกับดูแลการเก็บรักษาแจกจ่ายและจำหน่าย การบริการทางการส่งกำลังบำรุง การจัดการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การประสานควบคุมและกำกับดูแลฝ่ายเทคนิคในการกำหนดภารกิจ การจัดระเบียบปฏิบัติ การดำเนินการกำลังพล การฝึก การศึกษา วิชาการส่งกำลังบำรุง การงบประมาณการวิจัยและพัฒนาการ รวมทั้งกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง มีเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบกเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

พ.ศ.2516

ได้มีการหารือกันในเรื่องของวันสถาปนา ซึ่งเดิมมิได้กำหนดเป็นที่แน่ชัด ในที่สุดจึงได้ข้อยุติให้กำหนด วันที่ 6 สิงหาคม 2495 โดยถือเอาวันที่มีการแปรสภาพหน่วยจาก แผนกที่ 4 ของกรมเสนาธิการทหารบก เป็นกรมส่งกำลังบำรุงทหารบก และได้ถือเป็นวันสถาปนากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก อย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พ.ศ. 2557

ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม(เฉพาะ) ที่ 308/57 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2557 เรื่อง แก้อัตรากองทัพบก 2506 ครั้งที่ 451 จึงให้ปรับปรุงแก้ไขอัตราเฉพาะกิจของ หน่วยต่างๆ โดยปรับอัตราเฉพาะกิจ 1400 กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก

 

 

ได้ปรับปรุงแก้ไข อฉก.หมายเลข 1400 กบ.ทบ.โดยสรุปดังนี้

1.ปรับอัตรา จก.กบ.ทบ. จากเดิม พล.ต. เป็น พล.ท.

2. ปรับอัตรา รอง จก.กบ.ทบ. จากเดิม พ.อ.(พ.) เป็น พล.ต.

3. เพิ่ม กองการจัดหา และเปลี่ยนชื่อ กองบริการเป็น กองการก่อสร้างและสาธารณูปโภค ในส่วนของ รร.กบ.ทบ. เพิ่ม กองสนับสนุนโดยรวม แผนกบริการ, แผนกอุปกรณ์การศึกษา และเพิ่มแผนกโสตทัศนูปกรณ์

3.แบ่ง นขต.กบ.ทบ.เป็น 2 สำนัก มี ผบ.หน่วยเป็น ผอ.สำนัก อัตรา พล.ต. และเพิ่ม รอง ผอ.สำนัก อัตรา พ.อ.(พ.) สำนักละ 2 โดยจัด หน่วยที่มีงานสอดคล้องต่อเนื่องกันให้อยู่ในสำนักเดียวกันได้แก่

     3.1 สำนักบริหารและพัฒนาระบบ มี นขต.ได้แก่ กองนโยบายและแผน, กองการจัด, กองวิจัยและพัฒนาการ และกองสารสนเทศ

     3.2 สำนักส่งกำลังบำรุง มี นขต. ได้แก่ กองส่งกำลัง, กองประสานการช่วยเหลือทางทหาร, กองการก่อสร้างและสาธารณูปโภค และ กองการจัดหา

4. นขต.กบ.ทบ. ที่ปฎิบัติงานในภาพรวมของ ทบ. หรือของกรม ขึ้นตรงต่อ จก.กบ.ทบ. ได้แก่ กคง.กบ.ทบ. กอร.กบ.ทบ. กธก.กบ.ทบ. และ แผนกการเงิน

5. อัตรากำลังพล เพิ่มขึ้นจากเดิม 395 นาย เป็น 594 นาย รวมเพิ่มขึ้น 199 นาย

 

พ.ศ. 2560

ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 351/60 ลงวันที่ 27 กรกฏาคม 2560 เรื่อง แก้อัตรากองทัพบก 2506 ครั้งที่ 473 จึงให้ปรับปรุงแก้ไขอัตราเฉพาะกิจของ หน่วยต่างๆ โดยปรับอัตราเฉพาะกิจ 1400 กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก
ได้ปรับปรุงแก้ไข อฉก.หมายเลข 1400 กบ.ทบ.โดยสรุปดังนี้


1. สำนักส่งกำลังบำรุง ปรับปรุงโครงสร้างโดยย้าย นขต.ไปอยู่ภายใต้สำนักสนับสนุน 2 กอง คือ กองอสังหาริมทรัพย์ , กองการก่อสร้างและสาธารณูปโภค และเพิ่ม นขต. 1 กอง คือ กองซ่อมบำรุง

2. เพิ่ม นขต.กบ.ทบ. อีก 1 สำนัก คือ สำนักสนับสนุน มี ผบ.หน่วยเป็น ผอ.สำนัก อัตรา พล.ต. และเพิ่ม รอง ผอ.สำนัก อัตรา พ.อ. (พ) มี นขต.  4 กอง คือ
    2.1 กองอังหาริมทรัพย์
    2.2  กองการก่อสร้างและสาธารณูปโภค
    2.3 กองบริการ
    2.4 กองอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและสรรพกำลัง
 
3. อัตรากำลังพลเปลี่ยนแปลง จาก 594 อัตรา เป็น 593 อัตรา รวมลดลง 1 อัตรา (เพิ่ม พล.ต. 1 ลด จ. 1 ส.อ. 1 อัตรา)